โดย ดร.โดม อุดมธิปก ไพรเกษตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิจิทัล บิสิเนส คอนซัลท์ จำกัด

วันนี้ (16 ก.พ.) เป็นวันเที่ยวในเทศกาลตรุษจีน ถนนค่อนข้างโล่ง แต่คนทำงานก็ยังเยอะอยู่เพราะราชการไม่ได้หยุด รวมถึงเอกชน บริษัทห้างร้านใหญ่ ๆแล้วก็โรงเรียนก็ไม่หยุด จะมีเฉพาะคนที่เป็นผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของที่จะหยุดในวันนี้

แต่ประเด็นเรื่องของข่าวสารดี ๆที่นำมาพูดคุยในรายการ SME CHAMPION ทางคลื่น FM. 89.5 สถานีวิทยุราชมงคล ธัญบุรี ยังคงน่าสนใจ วันนี้ทางผู้ดำเนินรายการได้หยิบเรื่องของ Banking Agent มาพูดคุยในรายการ

ก็ต้องขอเรียนว่าจริง ๆแล้วเรื่องนี้เป็นแค่ร่างประกาศยังไม่ได้มีการบังคับใช้ แล้วก็ร้านสะดวกซื้อที่เป็นข่าวอยู่ตอนนี้ก็ยังไม่ได้เป็นนะครับ เพียงแต่เขาคาดหมายว่าถ้ามีประกาศเกิดขึ้นตัวร้านสะดวกซื้อรายนี้อย่าง “เซเว่น” ซึ่งมีสาขามากที่สุดในประเทศไทย ตอนนี้ประมาณ 1 หมื่นสาขาก็น่าจะได้เป็นตัวแทน อันนี้คือสิ่งที่คาดหมายกัน

ต้องเรียนกลับไปในจุดเริ่มต้นของเรื่องก็คือว่า แนวคิดนี้มันเกิดขึ้นจากฝั่งของแบงค์ชาติที่ต้องการให้ประชาชนเข้าถึงธุรกรรมแล้วบริการทางการเงินได้ง่ายและก็สะดวก เพราะว่าจริง ๆแล้วในหลายตำบลไม่ได้พูดถึงหมู่บ้านนะไม่มีธนาคาร ขณะที่ทุกอำเภอมีธนาคารแต่ไม่ได้มีทุกธนาคารในอำเภอนั้น ๆ

คือทุกอำเภอเราไม่พูดถึงเรื่องของตู้เอทีเอ็มนะเราพูดเฉพาะสาขาแบงค์ ทุกอำเภอมีอย่างน้อยคือธนาคารกรุงไทยกับธนาคารออมสินเพราะว่าเป็นแบงค์ของรัฐ ฉะนั้นอำเภอจะมี 2 ธนาคารนี้ขณะที่เรามีหมู่บ้านอยู่ประมาณ 8 หมื่นกว่าหมู่บ้าน อำเภอประมาณ 8 พันกว่าอำเภอฉะนั้นเวลาประชาชนจะทำธุรกรรมทางการเงินก็ยาก ค่าใช้จ่ายในการเดินทางก็ค่อนข้างสูงเพราะฉะนั้นแนวคิดก็คือว่าทำยังไงให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงิน

ถามว่าบริการทางการเงินมีอะไร ก็คือในแง่ของการเปิดสมุดบัญชี การทำเอทีเอ็ม การฝากเงินและการถอนเงิน แล้วตู้เอทีเอ็มแทนได้มั้ย  บอกเลยว่าตู้เอทีเอ็มนั้นแทนการเปิดสมุดบัญชีไม่ได้ ในแง่ของการถอนการฝากนี่ทำได้ แล้วถ้าไม่มีสมุดก็ไม่มีบัตรมันก็เป็นเรื่องที่ต่อเนื่องกัน เ

พราะฉะนั้นพอรัฐมีแนวคิดนี้ก็ผลักดันว่า ถ้าอย่างนั้นถ้ามีตัวแทนเราเรียกว่า “เอเย่น” เป็นตัวแทนของแบงค์ทำหน้าที่แทนแบงค์ได้ อาจจะแค่รับฝากเฉย ๆ เปิดบัญชีได้ฝาก-ถอนได้ งั้นให้มีตัวแทนได้นะครับ นี่ก็เป็นแนวคิดก็เลยเป็นที่มาว่าโอเคเดี๋ยวทางเซเว่นก็อาจจะได้เปรียบ

แต่จริง ๆแล้วต้องเข้าใจว่าอาจจะไม่ได้เปรียบก็ได้ถามว่าเพราะอะไร เพราะแนวคิดตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้วกล่าวคือในอนาคตถ้าเราสามารถเปิดบัญชีกับธนาคารผ่านมือถือได้นั่นคือจบแล้วนะ ถูกหรือเปล่า ถ้าเปิดบัญชีกับมือถือได้จบเลย

พราะฉะนั้นก็ไม่จำเป็นต้องไปที่ร้านสะดวกซื้อแล้วแต่ทุกคนสามารถโหลดแอพฯมาแล้วก็เปิดบัญชี มีอยู่แค่ว่าการยืนยันตัวตนแค่นั้น หรือถ้าต่อไปเราบอกว่าบัตรประชาชนทุกคนเป็นเอทีเอ็มได้ เพราะมันมีชิพสมาร์ทการ์ดอยู่ในนั้นอยู่แล้ว ถ้ามันทำได้ปั๊บต่อไปบัตรประชาชนก็แทนบัตรเอทีเอ็มได้ พอแทนบัตรเอทีเอ็มได้การรับถอนก็แทนตรงนี้ได้พอเข้าใจใช่มั้ย

ฉะนั้นถามว่าข่าวนี้สำหรับผมตื่นเต้นมั้ย ตอบเลยว่าผมไม่ตื่นเต้นมองว่ามันเป็นพัฒนาการนะครับ เพียงแต่ว่ามันจะประสบความสำเร็จหรือเปล่าเราไม่แน่ใจ มันเหมือนแนวคิดเรื่องของใช้เครื่อง EDC เครื่องรูดบัตรนะครับที่รัฐพยายามจะแจก 1 ล้านเครื่อง กับ Promt pay กับ QR code

แล้วไปๆมา ๆตัว EDC อาจจะทำแล้วไม่ได้ประโยชน์สู้ QR code  ,  Promt pay ไม่ได้ แต่เครื่อง EDC ที่เอามาวัตถุประสงค์คือทำให้คนที่มีบัตรเอทีเอ็ม บัตรเครดิตเฉย ๆแต่บัตรเอทีเอ็มสามารถรูดพวกเดรบิตการ์ดไงเพราะว่าทุกวันนี้คนไม่ใช้ ร้านค้าไม่ค่อยยอมรับเดรบิตการ์ดเพราะค่าธรรมเนียมมันสูงขณะที่เครดิตการ์ดค่าธรรมเนียมก็สูงถูกมั้ย แต่ถ้ามีเครื่อง EDC มันทำให้ลดค่าธรรมเนียมของฝั่งร้านค้าได้ไง

ในขณะที่ประชาชนถือบัตรเครดิตก็ถือเดรบิตการ์ด ๆ ๆถือเยอะกว่าไง  ไป ๆมา ๆตอนนี้ Promt pay แล้วก็ QR code อาจเข้ามาแทนเครื่อง EDC ที่อาจจะก้าวข้ามกระโดด คือเนื่องจากว่าเราเป็นผู้มาทีหลังในเชิงเทคโนโลยี แต่คนคิดเวลาคิดมันคิดเป็นคลื่น ๆ คือคิดเป็น Step แต่เวลาคนใช้มันอาจจะก้าวข้ามไปเลย

นี่เป็นเหตุผลไงว่าทีวีดิจิตอลทำไมถึงได้ล้มเหลว เพราะว่าเทคโนโลยีเรื่องของอินเตอร์เน็ตโซเชียลมีเดีย เรามาถึง 3 จี 4 จี แบบเร็วมาก ขณะที่ทีวีดิจิตอลถ้ามันเกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้วมันจะไม่เป็นอะไร แต่พอมาเกิดในยุค 4-5 ปีที่ผ่านมามันสู้อินเตอร์เน็ตไม่ได้แล้วไง