• Room 1012, Floor 10, CentralPlaza Lardprao
  • Phone: +6683 853 6076
  • Email: [email protected]
“อนาคตใหม่” พรรคการเมืองสายพันธุ์ “สตาร์ทอัพ”

“อนาคตใหม่” พรรคการเมืองสายพันธุ์ “สตาร์ทอัพ”

   โดย ดร.โดม อุดมธิปก ไพรเกษตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิจิทัล บิสิเนส คอนซัลท์ จำกัด

            เห็นจั่วหัวเรื่องอย่าเพิ่งตกอกตกใจ เพราะปกติมักจะเห็นผมนำเสนอบทความทางด้านธุรกิจมาโดยตลอด แต่อยากจะเรียนว่าเรื่องของการเมืองถ้ามองในภาคของธุรกิจสามารถใส่โมเดลทางธุรกิจเข้าไปได้เช่นกัน เหมือนอย่างที่ผมกำลังจะพูดถึงกรณีการก่อตั้ง “พรรคอนาคตใหม่” ที่มี 2 หัวเรือใหญ่อย่าง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ทายาทหลายหมื่นล้านแห่งไทยซัมมิท กรุ๊ป และ ผศ.ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะร่วมกันต่อตั้งขึ้น

ในอดีตถ้าเรามองพรรคการเมืองก็มีไซต์ใหญ่ที่เราเรียกว่าเป็น Corporate ก็จะมีพรรคประชาธิปัตย์ กับพรรคเพื่อไทย ซึ่งระบบบริหารของประชาธิปัตย์กับเพื่อไทยไม่เหมือนกัน ประชาธิปัตย์มีการบริหารแบบยาวนานมีความเป็นสถาบันต่อเนื่อง ดีไม่ดีเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะ ส่วนเพื่อไทยเป็น Corporate คือใหญ่แต่เป็นลักษณะของการรวมหลายมุ้ง มาจากการเทคโอเวอร์เพื่อให้มันโตหรือเอาธุรกิจมามองเลยนะแล้วก็รวมศูนย์การตัดสินใจขึ้นกับซีอีโอและเจ้าของ วันหนึ่งเจ้าของไม่บริหารก็สามารถสั่งซีอีโอได้เพราะตัวเองยังถือหุ้นใหญ่อยู่

มาดูพรรคเอสเอ็มอีซึ่งก็มีเยอะไปหมด ทั้งพรรคภูมิใจไทย ,ชาติไทย, ชาติไทยพัฒนา พวกนี้เป็นพรรคเรียกว่าเอสเอ็มอี แล้วทุกยุคทุกสมัยมันก็จะมีพรรคไซต์เอสเกิดมาแล้วตาย เกิดมาแล้วไป บางทีก็เป็นถึงขนาดเอ็มแล้วลงมาเหมือนอย่างเช่นพรรคประชากรไทยยุคหนึ่งก็ใหญ่มาก พรรคกิจสังคมยุคหนึ่งก็ใหญ่มากวันนี้ก็หายไปแล้ว หรือมาตุภูมิอย่างนี้พวกพรรคต่ำสิบ

เพราะฉะนั้นอันนี้คือวิธีการบริหารจัดการแบบเดิม ๆคือ เอาตัวเองเป็นตัวตั้งในการจัดการในการเลือกตั้ง ในเรื่องของนโยบาย การขายนโยบาย  ซึ่งเริ่มมีจริง ๆจัง ๆในสมัยคุณทักษิณ ชินวัตรทำพรรคไทยรักไทย มีการส่งคนไปรับฟังความคิดเห็นของแต่ละกลุ่ม มีผู้เชี่ยวชาญของแต่ละกลุ่มมาทำนโยบายพรรค ที่เด่น ๆก็อย่างเช่น 30 บาทรักษทุกโรค ,กองทุนหมู่บ้าน พวกนี้เกิดจากการรับฟังนโยบายจากคนที่เชี่ยวชาญ แล้วเอาแนวคิดตรงนั้นมาเป็นนโยบาย

ทีนี้เราก็จะเห็นว่าวันนี้เราก็มีสตาร์ทอัพทางธุรกิจ แล้วเราก็คิดว่าเราก็จะมีสตาร์ทอัพในทางการเมือง ซึ่งสตาร์ทอัพทางการเมืองมีมุมมองอยู่ 2-3 เรื่อง เรื่องแรกเลยคือ 1.เอาปัญหาของลูกค้าเป็นตัวตั้ง ถามว่าปัญหาของลูกค้าคืออะไร วันนี้ทางการเมืองต้องการอนาคต ต้องการอะไรใหม่ที่มาแก้ปัญหาเขา ต้องการความหวัง เพราะฉะนั้นคนที่ออกแบบตัวนโยบายพรรคซึ่งก็คือ Value proposition ถ้าเอา Business Model Canvas มาจับ Segment นี้ถือว่าชัดแล้ว เอาคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความหวังความฝัน Value proposition คือตอบโจทย์เขาให้ได้ ใหม่สด มันต่างจากพรรคที่เป็น Corporate ต่างจากพรรคที่เป็นเอสเอ็มอี อันแรกคือตอบโจทย์ผู้บริโภค

อันที่สองคือเอาเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาช่วย กระบวนการในการสื่อสารทำอะไรทั้งหมด ออนไลน์ อินเตอร์เน็ต เฟสบุ๊ค เว็บไซต์ ทวีตเตอร์  วันนี้เรามีประชากรเฟสบุ๊คไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบัญชีที่เคลื่อนไหวหรือใช้ทุกเดือน ไลน์อีก 40 ล้านกว่า ทวิตเตอร์ 13 ล้านบัญชี เคลื่อนไหวในแต่ละวันประมาณ 5 ล้านกว่าบัญชี เขาทำให้แฮชแท็กแล้วใช้คำว่า “ช่วยธนาธรตั้งพรรค” ติดอันดับหนึ่งได้ แปลว่ามีแฟน

เพราะฉะนั้นเขาใช้ออนไลน์เข้าไปเชื่อมกับลูกค้า รับฟังความคิดเห็น ต้นทุนมันต่ำลงมหาศาลเลยนะ ทั้งต้นทุนในการสื่อสาร ต้นทุนในการเข้าถึง ต้นทุนในแง่ของการระดมความคิดเห็นกลับมา หลาย ๆพรรคก็ทำอยู่ครับเช่นใช้ไลน์แอต ทวิสเตอร์หรือเฟสบุ๊คเพจแต่ก็ไม่ได้ใช้แบบบูรณาการกันและไม่ได้เข้าใจมันอย่างแท้จริง

แต่วันนี้การเมืองมันไม่ใช่แค่แฟนคลับแล้ว เพราะว่าการเมืองมันมีคนอยู่ 3 กลุ่มคือชอบ ไม่ชอบ กับเฉย ๆ การเมืองมันเป็นเรื่องของการทำให้คนชอบ ๆมากขึ้นจนกระทั่งเป็นสาวก มันทำให้คนที่เฉย ๆมาชอบ แล้วมันทำให้คนที่ไม่ชอบ ๆน้อยลง ไม่ต้องให้กลับมาชอบนะแต่ไม่ชอบน้อยลงถูกหรือเปล่า

อีกอันหนึ่งคือสเกล  สตาร์ทอัพต่างจากเอสเอ็มอีคือพรรคการเมืองหลายพรรคที่ตั้งครั้งแรกแล้วได้คนเป็นหลายร้อย หรือหลายสิบมีอยู่เยอะในอดีต พรรคไทยรักไทยครั้งแรกก็ได้ 200 กว่าคน ก่อนหน้านั้นพรรคพลังธรรมตั้งครั้งแรก็หลายสิบคน ประชากรไทยตั้งครั้งแรกสมัยสมัคร สุนทรเวชก็ได้เสียงเยอะได้สัดส่วนส.ส.พอที่จะมีลุ้น ถามว่าวิธีการตั้งพรรคแบบนั้นในอดีตมันคือการไปดึงเอาส.ส.เก่าจากพรรคอื่นมาแต่งตัว ถ้าเปรียบเทียบง่าย ๆคือการซื้อสินค้าของคนอื่นมารีแพคเกจจิ้งใหม่แล้วแปะยี่ห้อตัวเองขาย อันนี้คือสิ่งที่ทำ

แต่สตาร์ทอัพไม่ได้ทำอย่างนั้น โมเดลของเขาต้องเข้าใจว่าวันนี้มันมีคนรุ่นใหม่อยู่ตามหัวเมืองเยอะมาก ตามสเกลของเขามีโอกาสได้เป็นอย่างพรรคไทยรักไทยในสมัยแรก เพียงแต่ว่าวันนี้เขาลงไปถึงชั้นข้างล่างหรือเปล่า เอาอย่างนี้เพื่อให้เห็นภาพคิดว่าละคร“บุพเพสันนิวาส”ดังเพราะว่ามันเป็นทีวีหรือว่าดังเพราะออนไลน์ทำให้มันดังขึ้น ประเด็นของผมคือกระแสออนไลน์มันทำให้บุพเพสันนิวาสมันดังขึ้น แล้วคนมันรับรู้ได้ คนก็กลับมาดูทีวีจากที่ไม่ดูกลับมาดู จากที่ไม่ดูกลับมาติดตาม

เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลสนับสนุนให้มีอินเตอร์เน็ตตำบล อินเตอร์เน็ตชุมชน เน็ตประชารัฐ ประมูล 4 G  ซึ่งอินเตอร์เน็ตมันเข้าถึงทะลุทะลวงไปถึงหมู่บ้านเพราะฉะนั้นสิ่งที่พรรคเหล่านี้เขาคิดเขาพูด พรรคที่เป็นแนวสตาร์ทอัพมันไปถึงรากหญ้าได้เลย แล้วโอกาสมันจะมา แต่ว่าตอนนี้เพิ่งเปิดตัว

สิ่งที่ต้องดูก็คือว่าจากนี้ไป สเต็ปในแง่ของการหาสมาชิกให้ได้ตามจำนวนที่กำหนดซึ่งอันนี้ผมว่าผ่านแน่นอน การหาผู้สมัครในพื้นที่ซึ่งอันนี้เขารับรองแนวคิดจะคล้ายไพรมารี่โหวต แต่ไม่ได้ใช้ไพรมารี่โหวต คือใช้ออนไลน์เป็นตัวช่วยเขาจะได้คนในระดับหนึ่ง เพราะจริง ๆสุดท้ายคะแนนเสียงของเขาคือนโยบาย เขาขายนโยบายเพื่อแลกกับคะแนนเสียง ผมมองว่าแนวของเขาไปได้แล้วก็น่าจะได้รับการสนับสนุนจากคนระดับหนึ่ง

ถามว่าการใช้สื่อออนไลน์จะทำให้พรรคเกิดความเท่าเทียมกันหรือไม่ ในความเห็นของผมอาจจะไม่ใช่แค่เท่าเทียมอาจจะได้เปรียบ แนวคิดของสตาร์ทอัพจะไปเขย่าองค์กรที่มันอุ้ยอ้าย เชื่องช้า ในขณะที่พรรคต่าง ๆยังใช้โมเดลแบบเดิม ๆ พรรคนี้เดี๋ยวคุณรอดูเลย พูดทุกวันผ่านออนไลน์ ไม่ผิดเพราะไม่ได้หาเสียง ฉันเขียนในบล็อคของฉันคนเอาไปแชร์ต่อกันเอง ฉันเขียนบนเฟสบุ๊คเพจของฉันมีคนเอาไปแชร์เอง หนังสือพิมพ์ สื่อทีวี วิทยุ ทุกอย่างทั้งออนไลน์ ออฟไลน์เอาไปแชร์กันต่อเอง ณ วันนี้กฎหมายเลือกตั้งยังไม่ออกเลย เป็นช่องโหว่ ซึ่งสตาร์ทอัพจะดูช่องโหว่ของกระบวนการในการให้เข้าไปถึงลูกค้า กระบวนการที่คู่แข่งเดิมมันทำแล้วมันมีจุดอ่อนตรงไหน

ยกตัวอย่างง่าย ๆเห็นแอพฯ“เคลมดิ”มั้ย เคลมดิเป็นแอพฯสำหรับให้บริการเกี่ยวกับการเคลมประกัน เพราะการเรียกประกันภัยเคลมมันยากมาก แล้วเวลารถชนมันจะลำบากมากแต่ถ้าคุณมีแอพฯของเคลมดิ แชร์ข้อมูลกันระหว่างคู่กรณีทั้งสองฝ่ายจบ  หรืออย่าง “รีฟินน์” สตาร์ทอัพสำหรับการช่วยทำให้คนหาข้อมูลในการรีไฟแนนซ์บ้าน เพราะคนรีไฟแนนซ์บ้านโคตรยุ่งยากเลย

อีกตัวอย่างหนึ่ง “Que Q” มาแก้ปัญหาของคนที่เวลามากินอาหารแล้วต้องรอต่อคิว คิวฉันอีกหลายคิวแล้วฉันอยากไปทำอย่างอื่นก่อนไม่ได้  มี Que Q” มาลงเสร็จปุ๊บคุณออกไปแป๊บมาแล้ว ยังเตือนได้ถึงคิวคุณแล้วนะมาใช้บริการซะ บนโลกออนๆลน์พวกที่ทำสตาร์ทอัพคือพวกที่มองว่าระบบกลไก เงื่อนไข กระบวนการทำงานแบบเดิมมันมีปัญหาอะไรบ้าง ฉันแทรกตรงนั้น ฉันทำให้ดีตรงจุดนั้น

ก็ตอนนี้มันเป็นสูญญากาศกฎหมายเลือกตั้งคุณก็ยังไม่ประกาศ แล้วออนไลน์คือฉันแสดงความคิดเห็น ฉันพูดแล้วเดี๋ยวมีคนมาแสดงความคิดเห็นต่อ พอคนแสดงความคิดเห็นต่อคุณก็ได้แนวคิดของคนที่อยู่บนออนไลน์ใช่มั้ย คุณก็นำไปปรับปรุงแนวคิดคุณให้ดีขึ้นได้ เป็นการลงพื้นที่ผ่านออนไลน์ คุณอยากรู้ว่าปัญหาของจังหวัดนั้นเป็นยังไง แค่โพสต์ขึ้นเลยว่าไม่แน่ใจว่าพี่น้องเรา เพื่อนฝูงเราที่อยู่จังหวัด A B C มีปัญหาเรื่องนี้กันบ้างมั้ย กำลังคิดอยากไปเที่ยว เดี๋ยวเดียวข้อมูลมา อันนี้คือสิ่งที่รัฐเองหรือพรรคการเมืองเองใช้ออนไลน์ไม่เป็น ยังใช้ออนไลน์เป็นช่องทางแค่ประชาสัมพันธ์แปลว่ามันเป็นแค่สื่อทางเดียว คุณรับสารฉันไป แต่ไม่ได้ใช้ออนไลน์เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมจากประชาชน

ทีนี้ถามว่าในอนาคตเมื่อทุกพรรคมีการปรับตัวกันอะไรจะคือความใหม่ที่เกิดขึ้น อยากเรียนว่าความใหม่มันอยู่ที่ 1.ต้องเข้าใจก่อนว่าออนไลน์นี่มันกำลังทำอะไร ออนไลน์มันไม่ใช่แค่เทคโนโลยีแล้วมันไม่ใช่สื่อ มันกำลังทำสิ่งที่เราเรียกว่าสะสมข้อมูล สะสมดาต้าของทุกคนที่เข้ามามีส่วนร่วม แปลว่าคุณจะรู้ว่าใครชอบคุณ รู้ขนาดถึงชื่อได้เลย แค่บอกว่าคุณทิ้งอีเมล์ไว้ แล้วขอข้อมูล หรือคุณชอบนโยบายฉันคุณกดเฟสบุ๊คปลั๊กอิน

เมื่อวานนี้ผมเพิ่งรณรงค์เรื่องลิฟท์คนพิการ  ผมรณรงค์ผ่านเว็บชื่อ Change.org เพื่อนผมแชร์มาบอกว่าเขาเห็นด้วยกับการเรียกร้องให้แก้ปัญหานี้ให้กับคนพิการที่จะขึ้นลิฟท์ของบีทีเอส เขาบอกต้องการอีก 80 กว่าเสียง ออนไลน์มันคำนวณให้เสร็จเลยนะผมไม่รู้ว่าได้กี่เสียงแล้วล่ะแต่เห็นว่าอีก 80 กว่าเสียงเราก็เสียงหนึ่งล่ะ กดสนับสนุนด้วยการกดเฟสบุ๊คแล้วเชื่อม มันก็ถามว่าช่วยแสดงความคิดเห็นหน่อยผมก็เลยใส่ความคิดเห็นเพิ่มเข้าไป มันก็แชร์บนเฟสบุ๊ค คราวนี้เพื่อนผมก็มาช่วยกันหลายคน   Change.org ก็รู้แล้วผมชอบเรื่องอะไร สนใจเรื่องอะไร มันมีอีเมล์ผมมันส่งมาทุกครั้งที่มันมีแคมเปญที่น่าสนใจแต่พวกแคมเปญเราไม่สนใจไง

ฉะนั้นบนโลกออนไลน์ใครเก็บข้อมูลก่อนแปลว่าคุณเข้าใจลูกค้าคุณได้มากกว่า คุณมาทำทีหลังแปลว่าคุณเสียเปรียบนะ คนออกตัวก่อนมันจะได้ข้อมูล ได้ฐานมวลชน ได้แฟนคลับ คนทำออนไลน์มันทำแค่สื่อหรือมองมันเป็นเทคโนโลยีไม่ได้ มันต้องมองว่ามันเป็นเครื่องมือมันไม่ใช่มีเดีย ถามว่ามันแย่งชิงแฟนคลับได้มั้ย โปรโมทให้เห็นได้

สมมติว่านโยบายเรื่องนี้ผมประกาศก่อนแล้วอีกคนมาประกาศ  หรืออย่างเรากำลังนั่งกินชากันอยู่ เราทำชาแก้วนี้ข้างในชารสนี้แล้วอีกร้านมาทำบ้าง มันยากมากเลย รายที่สองถ้าจะทำต้องออกตัวแรงมากเลยเพราลูกค้ามันถูกดูดไปแล้ว มันไม่ใช่แค่ตั้งเฟสขึ้นมาแล้วแชร์ให้เห็นนะ ต้องเข้าใจว่าอันนี้คือสร้างการมีส่วนร่วม เพราะฉะนั้นคุณได้เสียงผมไปแล้วว่าผมชอบอะไร จะทำให้เปลี่ยนใจต้นทุนเปลี่ยนใจนี่สูงนะ ทำให้รู้จักได้แต่ทำให้เปลี่ยนใจนี่สูง

คุณเข้ามาใหม่มันไม่ใช่แค่บอกว่ายิงโปรโมทออนไลน์ อย่างนั้นน่ะเด็ก ๆเขาทำ มันคือการเก็บข้อมูลลูกค้าย่อยให้ได้ ยิงนโยบายนี้เขาชอบหรือไม่ชอบ คนที่ชอบเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง อายุเท่าไหร่อยู่จังหวัดไหน ยิงนโยบายเป็นรายจังหวัดไปเลย ไม่ต้องจ่ายตังค์ก็มีวิธีร้อยแปดพันเก้าเพราะฉะนั้นพวกสตาร์ทอัพมันเข้าใจเครื่องมือพวกนี้ มันเข้าใจแล้วมันทำในฐานะที่มันเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่ถ้าเอสเอ็มอีหรือ Corporate ที่ไปจ้างคนอื่นทำมันจะอินแบบนี้มั้ย เพราะออนไลน์คุณต้องทำทุกวันคุณต้องเชื่อมต่อออนไลน์ตลอด

            ทีนี้มันก็มีคำถามว่าต่อไปทุกพรรคการเมืองจะต้องมีหน่วยงานที่ดูแลเรื่องของการทำออนไลน์หรือไม่ อยากเรียนว่า จริง ๆแล้วในเชิงธุรกิจทุกวันนี้ทุกองค์กรต้องมีคนที่ทำงานทางด้าน Digital marketing แต่ไม่ใช่แค่ซื้อบูทโพสต์นะ ไม่ใช่แค่เขียนแล้วโพสต์ มันต้องมองทั้งหมดแล้ววางเครื่องมือต่อไป แต่ละเครื่องมือคุณจะวางแบบไหน

เพราะฉะนั้นคุณจะรู้เลยว่าผู้หญิงอายุ 20 ปีเขาชอบอะไรขายนโยบายให้ตรง ผู้ชายอายุ 35 ปีชอบอะไรยิงนโยบายให้ตรง ช่วงนี้เป็นช่วงของการเก็บข้อมูล แล้วคุณดูเลยคนที่ใช้เฟสบุ๊คได้ดีแล้วเล่นกับพวกนี้เป็นกระแส อย่างเช่นกรณีของ “สมชัย ศรีสุทธิยากร”ชอบไม่ชอบคนตามเขาเยอะมากเลยนะ แล้วเขาเล่นกับกระแสเป็น ทำเองด้วย แต่เขาเองยังไม่ถึงกับรู้ เก็บข้อมูลเบื้องหลังเพราะเขาใช้แค่โปรไฟล์ ใช้เพจ ๆก็ไม่ขึ้น

หรืออย่าง “หมอเลี๊ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ตอนแรกมีโปรไฟล์ตอนนี้มาเปิดเฟสบุ๊คเพจคนก็ตามกันเป็นหมื่นแล้ว ไม่ต้องเขียนทุกวัน เขียนสัปดาห์ละเรื่องคนก็แชร์กันกระจาย นี่ต่างหากคือสิ่งที่คนต้องการ แล้วอย่าง “หมอเลี๊ยบ”ไม่ต้องพูดเรื่องใหม่ แค่เล่าประสบการณ์เดิมก็พอ อย่างเพจของเขาตอนนี้ก็ประมาณ 4,700 ไม่เยอะนะ แต่ไปดูคนแชร์เช่นเรื่องว่าด้วยคณิตศาสตร์การเลือกตั้งแชร์กัน 285 แชร์ สมมติเรามีเพื่อนกันสัก 300 คน แชร์กัน 200 กว่าครั้ง ก็เป็น 6 หมื่น

ถามว่าต่อจากนี้ในส่วนของพรรคสตาร์ทอัพเช่นพรรคอนาคตใหม่ เราจะเห็นอะไรมั้ย ผมคิดว่าเขาใช้ออนไลน์เพราะตอนนี้มันเป็นเรื่องของการเก็บข้อมูลลูกค้า อีกประการอย่างเครื่องมือง่าย ๆคือการโหวตออนไลน์เลย นโยบายนี้ชอบหรือไม่ถ้าฉันอยากมี คิดว่านโยบายนี้มีแล้วดีหรือไม่ดี ช่วยกันทำให้มันดีขึ้น คุณจะได้เห็นแน่นอนซึ่งยังไม่มีพรรคการเมืองไหนทำ เปิดให้โหวตเลยคนนี้อยากลงเลือกตั้งเขตนี้คิดว่ายังไง ซาวเสียงง่าย ๆ

นอกจากนี้เขาก็ไม่ต้องทำกิจกรรมทางการเมือง อย่างที่บอกว่าแค่เขาเขียนบทความหรืออะไรโดยไม่ต้องทำกิจกรรม นิยามกิจกรรมมันเปลี่ยนไม่ต้องไปลงพื้นที่ทำกิจกรรมแค่บอกว่าผมคิดอย่างนี้แล้วโพสต์ คุณว่ายังไงล่ะ ผมกำลังจะเปิดเว็บไซต์เปิดเพจ “วันไลท์วันโหวต”มันไม่ใช่เป็นกิจกรรมทางความคิด หรือกรณีของ “บุบเพสันนิวาส”พิสูจน์มาแล้วทำไมคนแต่งชุดไทยไปอยุธยาเยอะแยะเลย

จริง ๆมีกิจกรรมออนไลน์เยอะแยะมากที่เห็นแล้วนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง นำไปสู่การซื้อสินค้า นำไปสู่การมีส่วนร่วม กิจกรรมมันไม่จำเป็นต้องออกมาเจอกันจนกว่ากฎหมายประกาศให้เจอกันทางการเมืองได้เมื่อไหร่ค่อยออกมาเจอกัน แล้วพอเขาได้เครื่องมือทั้งหมดปุ๊บเขาสื่อสารเป็นกลุ่มปิดได้แล้วคุณจะรู้เหรอ บนโลกออนไลน์มีพื้นที่ปิดมากมายที่เข้าไม่ถึง  เปิดเฟสบุ๊คเป็นกรุ๊ปปิดไม่รู้แล้ว Search ก็ไม่เจอเข้าไปฟังก็ไม่ได้ เอาอะไรที่มันไม่ต้องลงทุนสร้างให้วุ่นวายมันมีเฟสบุ๊คกรุ๊ป ไลน์กรุ๊ปอย่างนี้มีรหัสลับตกลงกันก่อน หรือเฟสบุ๊คกรุ๊ปมีรหัสตกลงกันก่อน คนที่รู้รหัสนี้ถึงจะเข้ามาเป็นสมาชิกได้มันทำได้หมด อันนี้คือเครื่องมือออนไลน์ที่มันทำได้อยู่แล้วทุกวันนี้ สำหรับการทำธุรกิจคำถามคือคนรุ่นไหนที่เข้าใจมัน แล้วใช้มันได้

ทีนี้ประเด็นผมคิดว่าตอนนี้นายกฯบอกจะมีการเลือกตั้งในเดือนก.พ.ปี  62 แปลว่าเขามีเวลาประมาณ 10 เดือน จากนี้ 10 เดือนเป็นสิ่งที่เขาต้องเลี้ยงกระแสให้ได้ เนื่องจากเขายังห้ามทำกิจกรรมทางการเมืองต้องใช้คำว่า “กิจกรรมทางความคิด” เขาไปฟังเสียงลูกค้าฉันยังไม่ได้ขายของ ฉันยังไม่ได้ขายนโยบายฉันเพียงบอกว่าใครคิดว่าเรื่องการศึกษาต้องแก้ปัญหาอย่างไรบ้างช่วยแนะนำผมหน่อยครับ ถามว่าหาเสียงมั้ย ขายนโยบายมั้ย ทำกิจกรรมมั้ย เปล่าเลย

อย่าง “ธนาธร”ตอนนี้มีเพื่อนอยู่ประมาณ 1.2 หมื่นคนรับได้ Maximum 5 นี่คือคนตามนะไม่ใช่เพื่อน เพื่อนได้แค่ 5 พันถามว่าหากเขาอยากรู้เรื่องนโยบาย 1.2 หมื่นคนทำไงแชร์ปุ๊บ คนหนึ่งมีอยู่ 300 คนก็เป็น 3 แสนแล้ว นี่คือการทำงานการเมืองรุ่นใหม่ที่เซฟค่าใช้จ่ายเยอะคือถ้าหากยังอยู่ในกฎกติกาเดิมนะพรรคที่เป็นสตาร์ทอัพโคตรได้เปรียบเลย เพราะว่ามันเบอร์เดียวใช่มั้ยแต่ตอนนี้แต่ละเขตคนละเบอร์ ต่อไปผมคิดว่าเขาอาจจะเปิดเพจเพราะประเด็นคือว่าโปรไฟล์มันเช็คไม่ได้ว่าคนที่สนใจอยู่ที่ไหนยังไง ฉะนั้นต่อไปเขาต้องเปิดเพจพรรคหรืออาจจะเปิดเพจตัวเองด้วย

ตอนนี้ “ธนาธร”ก็เหมือน “ทักษิณ”ยังขึ้นอยู่กับตัวเองอยู่ เป็นธุรกิจที่ขึ้นกับตัวเอง สตาร์ทอัพส่วนใหญ่ก็จะเป็นแบบนี้มันต้องนำโดยคนที่เป็น Founder เป็นผู้ก่อตั้งชูธงก่อน แต่ทำธุรกิจสตาร์ทอัพมันจะต้องเป็นCofounder ที่แข็งแรงแล้วมีPartner ที่แข็งแรง คือมันต้องมีพวกไม่เช่นนั้น “ธนาธร”ก็จะเหมือน “ทักษิณ เหมือน “ตัน โออิชิ”ถูกมั้ย เขาต้องมีระบบที่แข็งแรงเข้ามาช่วย พอทำแบบนี้ปุ๊บผมคิดว่าเดี๋ยวเขาเปิดเพจพรรค ซึ่งการเปิดเพจพรรคมันจะเข้าข่ายเรื่องการทำกิจกรรมทางการเมืองหรือเปล่าผมไม่แน่ใจ ก็อาจจะทำไม่ได้แต่ถ้าเป็นโปรไฟล์ทำได้อยู่ ฉะนั้นมันก็มีมิติแบบนี้ที่เขาต้องคิดก่อน

เดี๋ยวคุณจะเห็นคนมีอะไรก็ส่งต่อ ๆ ๆ แล้วมันจะกลายเป็นลูกคลื่น ในขณะที่คนเล่นในพรรคการเมืองอย่าง กลุ่มกปปส.ประกาศตั้งพรรคแต่ไม่แอคทีฟเชิงออนไลน์  ประชาธิปัตย์มีคนที่เล่นออนไลน์จริง ๆจัง ๆไม่กี่คน “กรณ์ จาติกวณิช”นี่โอเคแต่ “กรณ์”เขาไม่ได้เป็นคนออนไลน์โดยกำหนดคือคนที่ออนไลน์โดยกำเนิดคุณต้องออนไลน์ตลอดเวลา ทีมงานของ “ธนาธร”นี่มีคนที่ออนไลน์ตลอดเวลาที่วันนี้ประกาศตัวชัดเจนว่าวันนี้ฉันยืนอยู่ข้าง ธนาธร”

ทีนี้พรรคการเมืองแบบสตาร์ทอัพบางทีมันก็เจ๊งเร็วนะ เราก็เห็นสตาร์ทอัพล้มหายตายจากไปบ่อย ๆไม่ได้บอกมันจะประสบความสำเร็จทุกราย ถามว่ามันจะเจ๊งด้วยเหตุผลอะไรก็คือสุดท้ายนโยบายมันแป๊กจุดไม่ติดคนไม่ซื้อ หรือทำไปแล้วไม่มีแรงส่งพอ จุดติดแต่ไม่มีแรงส่งพอสุดท้ายแล้วคุณต้องได้คะแนนเสียงถึงจะส่งต่อได้ เพราะฉะนั้น 10 เดือนเป็นช่วงขายของ เป็นช่วงที่ยังไม่รู้ ไปวัดกันจริง ๆวันเลือกตั้ง ทีนี้ถ้าจุดติดมันก็ต้องดูว่าหลังจากนั้นคุณทำตัวยังไง สตทร์ทอัพหลายตัวพอถึงจุดหนึ่งแล้วตาย เพราะไม่มีคนซื้อต่อไง

            ส่วนประเด็นที่ว่าด้วยความเป็นพรรคการเมืองใหม่ที่มีกลุ่มเป้าหมายคือคนรุ่นใหม่ ขณะที่สังคมอยู่ในช่วงรอยต่อที่มีคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ ขณะที่ภาพที่เคยปรากฏมักมีการพูดถึงว่า “เงินไม่มากาไม่ถูก”จะเป็นปัญหาหรือไม่ ผมมองว่าไม่จริงในอดีตแทบทุกพรรคมีการซื้อเสียงคำถามคือทำไมเขาไม่เลือกคนที่ซื้อ ถ้ามันซื้อเสียงทุกคนคำถามคือมันเลือกใคร ??

ที่บอกว่าคนที่ได้ซื้อสียงคนที่ไม่ได้ก็ซื้อนะ แปลว่าคนมันเลือกตั้งไม่ใช่เพราะเงินที่ซื้อแต่มันมากกว่านั้น ถามว่าไทยรักไทยได้เพราะซื้อเสียงหรือเปล่า ไม่รู้ แต่ถามว่าไอ้คนที่ไม่ได้ไม่ซื้อเหรอมันมีปัจจัยอื่น ทีนี้คำถามคือมันมีคนรุ่นใหม่ที่บอกว่าเงินแค่นี้เหรอ 1 พันฉันหาง่าย เด็กต่างจังหวัดขายของอีคอมเมิร์สหาเงินแค่พันเดียวมันหาง่าย กลุ่มนี้น่ะสำคัญ

เพราะฉะนั้นสุดท้ายผมไม่คิดว่าปัญหาเรื่องซื้อเสียงจะเป็นประเด็น มองว่าตอนนี้เป็นเรื่องนโยบายอย่างเดียว แล้วทำให้เข้าถึงได้แค่ทำเฟสบุ๊คไลฟ์สักทีคนก็เข้าถึงแล้ว ทำเรียลลิตี้เลยวันนี้ฉันไปไหนมาไหน ทำไอจีเลยโพสต์กิจกรรม ถ่ายรูปทุกวัน ทุกกิจกรรมทุกแอคชั่น  ยูทูปบ้าง  แต่สิ่งที่ผมคิดว่ามันจะทำให้เขาเป็นสตาร์ทอัพที่เกิดได้ คือถ้าเขาเกิดได้เขาอาจจะเกิดเป็นเอสเอ็มอี หรือเกิดเป็น Corporate เลยนะในวันเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ หรือถ้าเกิดไม่ได้ก็ตายเลย มีอยู่แค่นี้ 3 แนวทางเท่านั้น

แต่ถ้าจะตายอย่างที่บอกคือกระแสจุดไม่ติดไม่ใช่เพราะซื้อเสียง อาจเป็นเพราะว่า 10 เดือนนานมาก ตอนนี้เราก็เห็นแค่ไม่กี่คนใช่มั้ย มันเป็นช่วงที่เขาต้องพิสูจน์ตัวเองอย่างที่ผมบอกธุรกิจสตาร์ทอัพมันขึ้นอยู่กับ Founders วันนี้เรา Foundersเราเห็นอยู่ 2 คนแล้ว คือเห็นธนาธร เห็นปิยบุตร คำถามคือเราเห็นมากกว่านั้นหรือเปล่า มันต้องมีคนที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน เอาอย่าง “วงใน”เขาก็เป็นสตาร์ทอัพ เตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯแล้ว อีก 2-3 ปีเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯได้ คนดูแลหลังบ้านของ “วงใน”แข็งแรงอ่ะเป็นซีโอโอ

ถ้าคุณเป็นสตาร์ทอัพคุณต้องคิดถึงกระบวนการบริหารจัดการ ทั้งในแง่ของตัวองค์กรคือพรรคการเมือง ทั้งในแง่ของมวลชน “ธนาธร”โอเคโชคดีเหมือน “ทักษิณ” คุณเคยบริหารธุรกิจ เพราะฉะนั้นคุณรู้ว่าควรจะบริหารธุรกิจอย่างไร ปมปัญหาคือผมไม่แน่ใจว่าเขาเคยทำธุรกิจตัวเองมาก่อนหรือเปล่าหมายถึงตั้งแต่ตั้งไข่แต่ “ทักษิณ”ตั้งแต่ตั้งไข่ เพราะฉะนั้นมันจึงกลายเป็นจุดแข็งของเขา คนทำธุรกิจสตาร์ทอัพหลายคนเวลา Failed บางครั้งไม่ได้พบว่ามองลูกค้าผิด แต่ Failed เพราะว่าตัวเองไม่แข็งแรง คือเรื่องเงินทุนผมไม่ซีเรียสไง เรื่องลูกค้า 10 เดือนนี่ถ้าเลี้ยงกระแสได้ไปได้ แต่บริหารจัดการต่างหากซึ่งอันนี้จะกลายเป็นโจทย์ที่ท้าทายมาก

ส่วนว่าถ้าได้เป็นพรรคแกนนำแล้วหรือถ้าได้เป็นนายกฯจะบริหารบ้านเมืองได้หรือไม่ได้ อันนี้ผมเฉย ๆ ผมไม่ได้คิดว่ามันยากหรือทำไม่ได้ ถ้ามันไม่เปิดเวทีให้คนรุ่นใหม่เราจะมีแต่คนรุ่นเก่า 10 เดือนนี้คือจุดที่สำคัญ การเลี้ยงกระแส 10 เดือนเป็นเรื่องที่สำคัญ การสร้างการมีส่วนร่วมจากประชาชนเป็นเรื่องที่สำคัญเพื่อรับฟังความคิดเห็นไปทำเป็นนโยบาย การเซ็ตอัพองค์กรเป็นเรื่องสำคัญ

เพราะว่ามันไม่ใช่องค์กรธุรกิจ อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้กันแต่โอเคเขาอาจจะไม่เคยทำธุรกิจแต่เขาเคยทำกิจกรรมนักศึกษาซึ่งมันไม่มีใครบอกฉันจะเอาอย่างนี้แล้วทุกคนต้องเอาตาม อันนี้ก็ต้องรอดูแต่ผมมองว่ามันจะมีแบบนี้ออกมาอีกหลายอันให้เราเห็น จริง ๆตอนนี้มันจะมีพรรคอย่างพรรคเกรียน ของ “หนูหริ่ง” ที่จะจับลงไปถึงระดับชาวบ้านมากกว่าแต่ก็ออกมาแนวคนรุ่นใหม่

ประเด็นคือว่าจริง ๆวันนี้มีโอกาสที่พรรคสตาร์ทอัพมีอีกหลายพรรคได้ พรรคที่จับคนรุ่นใหม่ พรรคที่บอกว่าฉันทำพรรคสตาร์ทอัพสำหรับเอสเอ็มอีก็ได้ พรรคสตาร์ทอัพสำหรับผู้หญิง พรรคสตาร์ทอัพสำหรับคนสูงอายุ มันได้หมด มันไม่จำเป็นจะต้องมีพรรคสตาร์ทอัพพรรคเดียว แล้วการนิยามคนรุ่นใหม่คือมันตีความยากนะว่าคนรุ่นใหม่เป็นคนแบบไหน จะบอกว่าคนอายุ 20 , 30, 40  เป็นรุ่นใหม่ แต่คนรุ่น 20 30 40 นี่มีความหลากหลายทางความคิดเยอะมากนะ

ผมคิดว่าตอนนี้เปิดเวทีให้เล่น การตัดสินใจมันอยู่อีก 10 เดือนข้างหน้า ช่วงนี้สำคัญคือการพูด การทำหลายคนทำเมื่อเข้าไปแล้ว เราตอบไม่ได้หรอกว่าเดี๋ยวเหมือนทักษิณคำถามคือเราก็เคยไว้วางใจคสช. ถามว่าแล้ววันนี้เรายังไว้วางใจเท่าเดิมมั้ยผมถามแค่นี้ เพราะฉะนั้นเราก็เคยไว้วางใจคนหลาย ๆคนมันไม่สามารถบอกได้หรอกว่าคนมันจะเป็นเหมือนเดิมตลอด อย่างที่ผมเรียนว่ามันเหมือนสตาร์ทอัพ founder ผู้ก่อตั้งที่แข็งแรงถ้าไม่สามารถวางระบบสืบทอดได้ตาย อย่างไมโคซอฟผ่านจุดนั้นมาแล้ว กูเกิลผ่านจุดนั้นมาแล้ว เฟสบุ๊คกำลังพิสูจน์อยู่ แอบเปิ้ลผ่านมาแล้ว หลาย ๆบริษัทที่เป็น Tex start up ผ่านช่วงเวลานั้นมาแล้ว

ในเมืองไทย Corporate อย่างเอไอเอสผ่านช่วงนั้นมาแล้ว ปูนซิเมนต์ไทยผ่านช่วงนั้นมาแล้ว SCB ผ่านช่วงนั้นมาแล้ว มีการเปลี่ยนผู้บริหารหลาย ๆรุ่น แล้วองค์กรมันต่อเนื่อง ผลักดันไปต่อได้ มันเปลี่ยนจากสตาร์ทอัพเป็น Corporate มันไม่เปลี่ยนจากสตาร์ทอัพเป็นเอสเอ็มอี หรือกลับมาล้มละลาย เอสเอ็มอีบางรายถ้าเป็นมืออาชีพก็บริหารต่อได้ไม่จำเป็นต้องโตแบบ Corporate ใช่มั้ย

เพราะฉะนั้นเขาอาจจะไม่ต้องมีเสียงถล่มทลาย 200 300 เสียง แต่ถ้าสามารถเซ็ตให้เป็นองค์กรได้ เป็นสถาบันได้มันอยู่ได้ จริง ๆแล้วสำหรับทางการเมืองบางทีเราก็ไม่ได้ต้องการคนที่มาพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินในแง่ของการเปลี่ยนนโยบาย เปลี่ยนประเทศเพราะมันไม่ง่าย

แต่อย่างน้อยมองว่าถ้าเขาทำให้สังคมมีการแลกเปลี่ยน มีการถกเถียง มีทางเลือกผมคิดว่ามันเพียงพอแล้วสำหรับการเริ่มต้น มันก็จะทำให้เกิดสตาร์ทอัพใหม่ ๆ เกิดขึ้น โอเคคุณเป็นทางเลือกให้ใหม่ เหมือนกับสตาร์ทอัพหลาย ๆอย่าง ผมให้คำปรึกษาเรื่องสตาร์ทอัพผมรู้เลยบางคนเกิดมาเห็นตายตั้งแต่วันแรก บางคน 3 ปีตาย บางคนดีปีแรกปีสองตาย มีแบบนี้เยอะ ตอนนี้อยู่ในช่วงที่เขาต้องหาพันธมิตร แสวงหานโยบายที่มันชัดเจน แล้วใช้ความเป็นส่วนตัวก่อนอย่าเพิ่งไปซีเรียส จดทะเบียนไม่ได้คุณก็ทำอะไรได้อย่างที่บอก มีคนติดตามเป็นหมื่นอ่ะ โพสต์ทีคนเห็นเป็นแสนโดยที่ไม่ต้องซื้อบูทโพสต์

บทความแนะนำ

แบ่งปันบทความ