Digital Business Consult เกาะติดรายงานสถานการณ์ธุรกิจ e-Commerce – จากสถิติของ ETDA (สพธอ.) พบว่ามูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทยเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง 8-10% ต่อปี และสำหรับในปี 2020 นี้ ตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้อีก แต่ผู้ประกอบการไทยอาจจะต้องรับศึกหนัก เพราะประเทศจีนจะเข้ามามีบทบาทในวงการ e-Commerce ไทยมากขึ้นกว่าแต่ก่อนอย่างแน่นอน

จีนยึดครอง e-Marketplace ถึง 2 ใน 3

หากพิจารณาถึงตลาดอิเล็กทรอนิกส์หรือ e-Marketplace เจ้าใหญ่ในประเทศไทยทั้ง 3 แพลตฟอร์มคือ Lazada, Shopee และ JD Central จะพบว่า Lazada ที่มี Alibaba Group เป็นบริษัทแม่ และ JD Central ที่เกิดขึ้นมากจากการร่วมทุนของ JD (Jingdong) กับกลุ่ม Central ของไทย ต่างเป็นแพลตฟอร์ม e-Commerce ที่มีผู้ลงทุนเป็นชาวจีน ส่วน Shopee เป็นของ Garena จากประเทศสิงคโปร์ เห็นได้อย่างชัดเจนว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับการไหลทะลักเข้ามาทำธุรกิจดิจิทัลและ e-Commerce ของนายทุนชาวจีนและประเทศเพื่อนบ้านที่มีความพร้อมด้านเม็ดเงินและทรัพยากรอื่น ๆ

สัดส่วนสินค้าจีนบนแพลตฟอร์ม e-Commerce ที่มากกว่า

ตลาด e-Commerce ในประเทศไทยมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากการคำนวณจำนวนทั้งหมดของสินค้าที่อยู่บน e-Marketplace 3 แพลตฟอร์มใหญ่ของไทย พบว่าในปี 2018 มีสินค้ารวมกันอยู่ที่ 74 ล้านชิ้น ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับในปี 2019 ที่มีมากถึง 174 ล้านชิ้น จะเห็นได้ว่ามีจำนวนเพิ่มมากกว่าถึง 2.4 เท่า โดยจำนวนสินค้าที่เพิ่มมากขึ้นมากกว่า 77% เป็นสินค้าที่มาจากต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศจีน ส่งผลให้จำนวนสินค้าจากประเทศไทยเองกลับมีสัดส่วนอยู่บนแพลตฟอร์มน้อยกว่ามาก

สินค้าบนตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นชี้ให้เห็นถึงความต้องการสินค้าของผู้ใช้แพลตฟอร์มที่มีมากขึ้น แต่ผู้ประกอบการไทยอาจต้องลงมือทำการตลาดอย่างดุเดือดท่ามกลางสินค้าจีนที่มีอยู่อย่างมหาศาล โดยต้องสร้างความโดดเด่นให้กับสินค้าของตนเองให้แปลกและแตกต่าง เสนอประโยชน์ในการใช้งานที่ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น เพราะผู้ประกอบการในประเทศไม่อาจต่อสู้ด้านราคาสินค้ากับผู้ประกอบการจีนที่มีลักษณะเป็น Mass Production มากกว่าและมีต้นทุนในการผลิตที่ต่ำกว่า

อาจนับเป็นโชคของผู้ประกอบการไทยที่คนไทยยังคงเลือกซื้อสินค้าจากร้านค้าออนไลน์ภายในประเทศมากกว่าถึง 86% อาจเนื่องด้วยปัจจัยด้านการขนส่ง ความรวดเร็ว ความเชื่อมั่นที่มีต่อร้านค้า หรือการรับประกันสินค้า ที่ร้านค้าจากประเทศจีนยังไม่สามารถตีตลาดคนไทยในส่วนนี้ได้ อย่างไรก็ตามอาจเกิดความเปลี่ยนแปลงในปี 2020 เมื่อรัฐบาลมีนโยบายให้เปิดการค้าเสรีกับประเทศจีน ซึ่งจะกล่าวในส่วนต่อไป

ภาครัฐหนุนการค้าเสรีกับจีน

นโยบายของรัฐบาลที่เปิดเสรีการค้า (Free Trade) ให้กับประเทศจีนในปี 2020 ส่งผลกระทบต่อตลาด e-Commerce ไทยอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ยกตัวอย่างเช่น การเปิดเขตเศรษฐกิจให้สินค้าราคานำเข้าต่ำกว่า 1,500 บาทไม่ต้องเสียภาษีศุลกากรและภาษีมูลค่าเพิ่ม และการเปิดให้ Alibaba Group เข้ามาลงทุน Distribution Center ในประเทศไทย จะลดข้อจำกัดในการส่งสินค้าและการรับประกันส่งคืนสินค้าล่าช้า ทำให้ผู้ประกอบการสินค้าออนไลน์ไทยเสียข้อได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการชาวจีน จึงเป็นจุดที่ผู้ประกอบการชาวไทยควรให้ความสนใจและเตรียมแผนรับมือกับระดับการแข่งขันที่จะเพิ่มสูงขึ้นอีกในปีนี้

ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์และเทคโนโลยีดิจิทัล ตลาด e-Commerce ไทยยังเติบโตอย่างรวดเร็วและเป็นโอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจเกินกว่าจะเพิกเฉย แต่คำถามคือ…ผู้ประกอบการไทยอย่างเราจะสามารถต่อสู้ทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กับผู้ประกอบการจากประเทศจีนที่มาแรงและมีกำลังทรัพยากรมากกว่าได้หรือไม่?

*ข้อมูลประกอบบทความจากงานสัมมนา e-Commerce โดย Priceza และ White Paper พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย (Thailand e-Commerce 2020) จัดทำโดยสำนักงานสงเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย