• Room 1012, Floor 10, CentralPlaza Lardprao
  • Phone: +6683 853 6076
  • Email: [email protected]
ชีพจรเทรนด์สุขภาพแสนล.  “สวยสั่งได้” ยังบูมต่อเนื่อง (มีคลิป)

ชีพจรเทรนด์สุขภาพแสนล. “สวยสั่งได้” ยังบูมต่อเนื่อง (มีคลิป)

โดย ดร.อุดมธิปก ไพรเกษตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิจิทัล บิสิเนส คอนซัลท์ จำกัด

ขอหยิบเรื่องกรณีที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ออกมาระบุถึงมูลค่าการลงทุนธุรกิจทางด้านเทรนด์สุขภาพของผู้ประกอบธุรกิจไทยว่าเพิ่มสูงสุดในรอบ 5 ปี แถมมีมูลค่าทุนจดทะเบียนรวมกว่าแสนล้านบาทมาเล่าสู่กันสักเรื่อง ด้วยเห็นว่ามันอยู่ในเทรนด์ที่น่าสนใจมากทีเดียวครับ ถ้าถามในความเห็นของผมคงต้องมองเป็น 2 เรื่องสำคัญ เรื่องแรกคือเรื่องของการจดทะเบียน เวลาคนจดทะเบียนบริษัทเขาจะเอาทุนจดทะเบียนก่อน ซึ่งทุนจดทะเบียนมันไม่ได้บ่งบอกถึงตัวเงินที่เขาจะใช้ในการทำธุรกิจจริง ขอยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าบริษัทบอกทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ซึ่งในแง่ของการทำธุรกิจนั้นถ้าเป็นธุรกิจที่ต้องผลิตอาจจะมากกว่านั้น เพราะการจดทะเบียนด้วยทุนเยอะ ๆแปลว่าตัวผู้ถือหุ้นก็ต้องลงเงินเยอะ ๆ ด้วย ฉะนั้นหลายคนจะไม่ลงเงินเยอะจึงมีผลทำให้ทุนจดทะเบียนไม่สูง แต่พอทำธุรกิจไปแล้วมันก็มีวิธีการได้มาของเงินจากการทำธุรกิจใน 3 วิธีด้วยกันคือ 1.ใช้เงินของตัวเองคือลงมาเป็นผู้ถือหุ้น 2.ไปกู้จากคนอื่นมาเช่นกู้จากแบงค์ และ3.เอาเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้วก็ให้คนที่เราไม่รู้จักเข้ามาถือหุ้นเพิ่ม ซึ่งมันก็จะมีหลัก ๆด้วยกัน 3 แบบนี้ ทีนี้เวลาจดทะเบียนบริษัทก็น่าจะเป็นแบบแรกก็คือ เอาเงินของตัวเองมาลงในธุรกิจ แต่ทีนี้เนื่องจากข้อมูลที่กล่าวถึงมันไม่ได้ให้รายละเอียดอะไรไว้มากกว่านี้ โดยส่วนตัวจึงคิดว่าน่าจะมีพวกที่ทำโรงงานรวมอยู่ด้วยถ้าเป็นแค่บริษัทอย่างเดียว สมมติว่าตอนนี้เรามีบริษัทที่จดทะเบียนใหม่เมื่อปีที่แล้วประมาณ 7 หมื่นรายตามที่ระบุไว้ว่ามากสุดในรอบหลายปี เพราะโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 6 หมื่นราย โดยปกติบริษัททุนจดทะเบียน 1 ล้าน ถ้า 7 หมื่นรายก็เป็น 7 หมื่นล้าน และจากข้อมูลที่ระบุว่าเรื่องของสุขภาพ ก็มองว่ามันน่าจะมีในเรื่องของธุรกิจความสวยความงามรวมเข้าไปอยู่ด้วย  ซึ่งก็อาจจะมีส่วนหนึ่งที่ทำโรงงานซึ่งถ้าเป็นธุรกิจที่ตั้งใหม่ส่วนใหญ่เขาจะไม่จดทะเบียนสูง แล้วถ้าจดทะเบียนสูงนั่นก็แปลว่าไม่ใช่พวกเอสเอ็มอีแล้ว แต่จะเป็นธุรกิจที่ไซส์ใหญ่ขึ้น อย่างสมมติว่าผมติดตั้งโรงงานหรือเป็นบริษัทใหญ่ อยากจะทำธุรกิจที่เกี่ยวกับเรื่องของเครื่องสำอางค์ ผมจดทะเบียนทีอาจจะ 20 ล้าน  50 ล้าน หรือ 100 ล้านเลย แต่ถ้าเป็นธุรกิจเอสเอ็มอีทั่ว ๆไปจะเริ่มต้นที่ 1 ล้าน อันนี้คือภาพที่ฉายให้เห็นก่อน ประเด็นถัดมาก็คือถามว่าแล้วมันเป็นเทรนด์หรือไม่ธุรกิจนี้ อันแรกเราบอกว่าวิธีคิดของคนทำธุรกิจก่อน อันที่สองพวกความสวยความงาม เครื่องสำอางค์มันเป็นเทรนด์ จริง ๆแล้วมันเป็นมา 2-3 ปีแล้ว เนื่องจากเมืองไทยมีพื้นฐานอย่างหนึ่งก็คือว่าเรามีโรงงานที่เป็น OEM  (พวกรับจ้างผลิต) อยู่เยอะมาก ฉะนั้นใครที่คิดอยากทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องสำอางค์ทำได้ง่ายมาก  มีเงิน 30000 ,500000 บาทก็ไปจ้างโรงงาน OEM เขาผลิต จะเอาส่วนผสมแบบไหนบอกเขาเลย อยากให้หน้าขาวหรืออยากได้อะไรผสมเข้าไป บางที่นอกจากรับจ้างผลิตแล้วยังรับจ้างทำแพคเกจจิ้งให้ด้วย หรือไม่เราก็ไปซื้อแพคเกจจิ้งต่างหาก แพคเกจจิ้งมันจะรวมตั้งแต่เรื่องของหลอดหรือกระปุกใส่ เสร็จแล้วก็มีกล่องทำหีบห่อ แล้วพอออนไลน์มันโตขึ้นพวกนี้เดิมทีขายของพวกนี้หาที่ขายยาก ยิ่งถ้าสมมติเราจะทำเป็นรายย่อยขายเราขายยากแต่พอมันมีออนไลน์เข้ามาเราไปจ้าง OEM ด้วยทุน 2-3 แสนแล้วก็มาโปรโมทผ่านช่องทางเฟสบุ๊ค อินสตาแกรม เดี๋ยวก็ขายได้ มันก็จะมีคนเข้า ๆออก ๆอยู่เยอะ อีกเคสหนึ่งที่น่าสนใจและมันทำให้เกิดปรากฏการณ์ก็คือ เรื่องของพวกครีมมันน่าสนใจสำหรับพวกเอสเอ็มอีที่กระโดดเข้ามาทำ จากกรณีเคสของ Snail White ที่เพิ่งเข้าตลาดหลักทรัพย์ มีชื่อย่อว่า DD ที่มี “อั้ม” พัชราภา”เป็นพรีเซนเตอร์ ธุรกิจนี้โตมาจากธุรกิจที่ไม่มีใครรู้จักเป็นหลาย ๆพันล้าน คนก็เลยมีความรู้สึกว่าทำธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้มันเหมือนกับการเสี่ยงโชคซื้อหวย ก็คือว่าถ้าทำแล้วเกิดโชคดีมันก็ดังเปรี้ยงป้าง คนก็เลยเข้ามาทำกันเยอะ ขณะเดียวกันเนื่องจากคนไทยเองใช้จ่ายสินค้าในการซื้อสินค้าพวกนี้ง่าย ชอบทดลอง ถ้าได้ถูกใจแล้วจบแต่ถ้ายังไม่ถูกใจหรือยังไม่ใช่ก็จะลองไปเรื่อย ๆ  เพราะฉะนั้นในแง่ของภาษาการตลาดหรือภาษาธุรกิจเราเรียกว่า “Switching Cost” ต้นทุนในการที่จะเปลี่ยนจากยี่ห้อหนึ่งไปอีกยี่ห้อหนึ่งมันต่ำ เหมือนเราเวลาซื้อข้าวสารบางทีเราซื้อข้าวสารถุงหนึ่งถ้าเกิดเขาบอกเป็นข้าวหอม เราก็ไม่รู้แล้วว่าเป็นยี่ห้ออะไรต่ออะไร สินค้าพวกนี้มันก็จะเป็นแบบนี้คนก็เลยมาทำกัน เมืองไทยก็เลยกลายเป็นฐานแล้วมันมีปรากฏการณ์เรื่องของคนจีนที่มาซื้อ ทั้งนักท่องเที่ยวที่มาซื้อในไทยแล้วบอกต่อกัน  เชื่อมั้ยว่าครีมบางอย่างเขาจะรู้แต่คนไทยไม่รู้ด้วยซ้ำโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน แล้วก็มีอีกบางโปรดักส์ไปขายในจีนโดยที่ไม่ขายในไทยก็คือไปโปรโมทในจีนเลย มีการยิงโฆษณาอะไรต่าง ๆไปที่จีน มันก็เลยทำให้ธุรกิจนี้เติบโตมาก แต่ถามว่าธุรกิจพวกนี้อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่า ธุรกิจพวกนี้มันขึ้นอยู่กับรสนิยม ความชอบ มันเป็นสินค้ากึ่งแฟชั่น แล้วก็มีการล้มหายตายจากไปถ้าสินค้าไม่ได้อยู่บนยอด ถึงตรงนี้ก็อยากเรียนต่อว่า เนื่องจากข้อมูลตัวเลขที่กล่าวมานี้เราไม่รู้ว่าเป็นโรงงานสักเท่าไหร่ คือตัวเลขราชการมันจะบอกจำนวนบริษัท แล้วบอกจำนวนมูลค่า  คำถามที่ตามมาก็คือว่าแล้วมูลค่าลงทุนนี่มันขนาดเท่าไหร่ บังเอิญเราไม่รู้ว่าที่จริงแล้วบริษัทที่ลงทุนต่ำประมาณ 1 ล้านมีกี่บริษัท ซึ่งปกติเขาบอกว่าเอสเอ็มอีนี่อายุเฉลี่ยจะอยู่ที่ 3 ปี คือถ้าเพิ่งเปิดบริษัทอายุเฉลี่ย 3 ปี ถ้ารอดจาก 3 ปีจะไปแบกด่านที่สองอีกประมาณ 7 ปี  จากนั้นไปเป็น 10 ปี  หลังจากนั้นส่วนใหญ่ก็จะยาว แต่ว่าในปัจจุบันนี้เนื่องจากมันมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของผู้บริโภค แล้วยังมีเรื่องสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เพราะฉะนั้นบริษัทใหญ่ ๆก็ตายได้ มันไม่เหมือนในอดีต เพราะฉะนั้นอย่างเอสเอ็มอีทุกวันนี้มันก็ต้องปรับตัวเยอะ โดยเฉพาะสินค้าที่มันเกี่ยวกับรสนิยมของผู้บริโภคหรือพฤติกรรมการใช้ ยกตัวอย่างโซนทางเอเซียเราจะสนใจในเรื่องของความหน้าขาวกัน มากกว่าทางฝั่งยุโรป  ขณะที่ทางยุโรปมันไม่สนใจเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ แต่ของเราสนใจเยอะ เพราะฉะนั้นถามว่าถ้าวันดีคืนดีพฤติกรรมของผู้บริโภคในแถบเอเซียหรือไทยเปลี่ยนไป ไม่สนใจแล้วว่าหน้าจะขาวหรือไม่ขาว สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือสินค้าที่มันขายอยู่จะตายใช่มั้ย โดยสรุปก็คือธุรกิจพวกนี้มันก็เหมือนธุรกิจอื่นที่จะต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ถึงจะอยู่ได้  แล้วอีกอย่างหนึ่งต้องเข้าใจว่าสินค้าที่มันขายเกี่ยวกับตัวคนนั้น โครงสร้างอย่างคนไทยตอนนี้เราเป็นสังคมผู้สูงวัยมากขึ้น คนเกิดมันน้อยลง ยกตัวอย่างง่าย ๆอย่างสินค้าเช่นน้ำอัดลม สมมติว่าเรากินอย่างน้อยวันละขวดพอคนเกิดใหม่มันน้อยลง ยังไงน้ำอัดลมในเมืองไทยก็ต้องขายน้อยลงโดยธรรมชาติจริงมั้ย เพราะฉะนั้นสินค้าพวกนี้พอตัวหนึ่งมันเปรี้ยงมันก็ต้องคิดอย่างอื่นต่อ สมมติว่าขายครีมหน้าขาว มันก็ต้องขายครีมที่ดูแลในเรื่องของความชุ่มชื้นของผิว ของมือ มันก็ต้องโปรดักส์ไลน์อื่น ๆเพื่อขายคนกลุ่มเดิมให้มากขึ้น ไม่เช่นนั้นเงินมันจะไม่ได้เพิ่มใช่มั้ย มันก็ต้องไปขายคนกลุ่มเดิม ตอนแรกหน้าขาว มือนิ่มมั้ย  ผิวตึงหรือเปล่า มันก็พยายามคิด ๆสินค้าที่มันสัมพันธ์กัน โดยอาศัยลูกค้าคนกลุ่มเดิม ทีนี้ผมเข้าใจว่าในรายงานข่าวมันจะพูดถึงธุรกิจเรื่องสุขภาพ  ซึ่งถ้าดูความหมายมันจะกว้างกว่าเยอะ รวมถึงพวกธุรกิจเฮลล์แคร์ด้วย โรงพยาบาล เฉพาะจดทะเบียนโรงพยาบาลทีเป็นพันล้านแล้ว  ซึ่งในข่าวไม่ได้แยกรายละเอียด หรือเฮลล์แลนด์สาขาหนึ่งลงทุนก็เยอะ คิดว่าต้องลงทุน 20 -30 ล้าน แล้วส่วนใหญ่ก็คือพอเปิดสาขาใหม่อาจจะจดบริษัทใหม่ หรือถ้าทำเป็นแฟรนไชส์คือ หนึ่งแฟรนไชส์เท่ากับหนึ่งบริษัท ถ้าเป็นคนละเจ้าของ เพราะฉะนั้นเมื่อสักครู่ที่เราพูดถึงเรื่องสินค้าเทรนด์สุขภาพนั้น คงต้องเรียนว่าสุขภาพมันมีตั้งแต่ภายนอกยันภายใน  การรักษาพยาบาล อาหารเสริมก็ใช่ บ้านเราอาหารเสริมก็ขายดีเป็นบ้าเป็นหลังเลย เพราะฉะนั้นจึงมองว่าเทรนด์ที่ทางกรมพัฒนาธุรกิจพูดเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ แต่เนื่องจากมันยังไม่ได้เจาะจงหรือชี้ชัดลงไปว่าเป็นเซคเตอร์ไหน เพราะว่าเป็นการพูดรวมอย่างนี้มันรวมมากไป